สถิติ
เปิดเมื่อ27/10/2011
อัพเดท2/12/2011
ผู้เข้าชม2246
แสดงหน้า2506
เมนู
ปฎิทิน
May 2012
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
  
สมาชิก

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
กล้องถ่ายรูปสามมิติ
แบ่งปันให้เพื่อน เมื่อ 2/12/2011 อ่าน 234 | ตอบ 0

กล้อง3มิติ


   
              ล่าสุด โซนี่ (Sony) เปิดตัวกล้องไซเบอร์ช็อต (Cyber-shot) รุ่นใหม่ Sony DSC-TX9 ซึ่งทางบริษัทอ้างว่า เป็นกล้องถ่ายรูปสามมิติที่มีขนาดเล็กทีสุดในโลก โดยสามารถถ่ายภาพนิ่ง 3 มิติได้ด้วยระบบเลนส์เดียว (กล้องทั่วไปจะใช้เลนส์สองชุด) ด้วยการใช้เทคนิคการกวาดภาพเคลื่อนไหว (sweeping motion)
              Sony DSC-TX9  จะใช้เทคโนโลยีใหม่เรียกว่า 3D Sweep Panorama ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถภ่ายภาพกว้างแบบพาโนราม่าได้ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว โดยระบบจะทำหน้าที่เคลื่อน(หรือหัน)เลนส์เพื่อกวาดเป็นมุมกว้างไปพร้อมกับจับภาพในแต่ละเฟรมด้วยความเร็วสูง ก่อนที่จะนำมาต่อเข้าด้วยกัน และด้วยนวตกรรมของเทคนิคการประมวลผลภาพของโซนี่ทำให้ระบบสามารถสร้างภาพ 3D จากชุดภาพเหล่านั้นให้ออกมาในรูปแบบของภาพถ่ายพาโนรามาได้อีกด้วย
               ภาพถ่าย 3 มิติที่บันทึกด้วยกล้อง Sony DSC-TX9 จะมองเห็นเป็นสามมิติเมื่อนำไปเล่นบน HDTV 3D รุ่นใหม่ ซึ่งผู้ชมจะสามารถเห็นภาพที่มีมุมมองกว้างขึ้นไปพร้อมกับมิติของความลึกตื้นไปด้วยพร้อมกัน ผ่านแว่นตา 3D ที่มากับทีวีนั่นเอง นอกจากนี้ ผู้ใข้ยังสามารถสัมผัสมิติของภาพได้โดยไม่ต้องสวมแว่น แต่มองที่จอ LCD แทน โดยใช้การเอียงกล้องไปมา เพื่อให้เห็นมุมมองของมิติทีกว้างขึ้นได้ Sony DSC-TX9 จะมีตัวเครื่องเมื่อมองจากภายนอกคล้ายกับ T-Series ทั่วไป แต่สเป็กภายในของกล้องรุ่นนี้ มันจะมีคุณสมบัติในการถ่ายภาพที่ความละเอียดสูงถึง 12.2 ล้านพิกเซล ด้านหลังหน้าจอ LCD ระบบสัมผัส 3.5 นิ้วที่ความละเอียด 921K สามารถถ่ายรูปเบลอด้านหลัง (Background Defocus mode) แบบกล้อง DSLR ได้ อีกทั้งยังสามารถบันทึกวิดีโอแบบ Full HD ที่ความละเอียด 1920 x 1080 ด้วยอัตราเฟรม 60i และเลนส์ Carl Zeiss Vario-Tessar ซูม 4 เท่า สนนราคาของ Sony DSC-TX9 อยู่ที่ประมาณ 400 เหรียญฯ (ประมาณ 13,500 บาท) มีให้เลือก 3 สีคือ ดำ, เทา และแดง 3D รุ่นใหม่ล่าสุดของ FUJIFILM ในรุ่น FINEPIX REAL 3D W3 ที่เป็นรุ่นที่สองของกล้องถ่ายภาพดิจิตออลแบบ 3D แล้ว ในรุ่นนี้ได้มีการปรับปรุงในเรื่องของตัวกล้อง, ระบบการทำงานต่างๆ ทำให้กล้งตัวนี้เป็นที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ประกอบกับขณะนี้ในท้องตลาดก็มีอุปกรณ์ที่เป็น OUTPUT แบบ 3D ออกมาเยอะมากๆ แต่ INPUT ที่เป็น 3D นั้นกลับไม่ค่อยมี จะมีก็เป็นพวกซอฟต์แวร์ที่จะแปลงภาพจาก 2D ไปเป็น 3D หรือไม่ก็อุปกรณ์ที่จะทำให้กล้องเดิมๆที่มีอยู่ถ่ายภาพ 3D ได้ รวมไปทั้งการแก้ไขฟังก์ชั่นของกล้องให้มีระบบ 3D ขึ้นมา
                ถือ ว่าเป็น INPUT ในการสร้างภาพ และภาพเคลื่อนไหวแบบ 3D ที่สมบูรณ์ตัวหนึ่ง เพราะกล้อง REAL3D W3 ตัวนี้ได้รับการออกแบบมาให้ทำงานในแบบ 3D โดยการวางชุดเลนส์และอิมเมจเซ็นเซอร์แบบ CCD ถึง 2 ชุดไว้ในกล้อง โดยชุดเลนส์จะวางห่างกันประมาณ 75 มม. ซึ่งใกล้เคียงกับระยะห่างระหว่างตาทั้งสองข้าง
                ชุด เลนส์ที่ใช้ใน REAL3D W3 ได้รับการออกแบบโดย FUJINON ซึ่งเป็นผู้นำเทคโนโลยีด้านระบบเลนส์ชั้นนำของโลกดิจิตอล โดยเลนสืที่ใช้เป็นเลนส์ซูม Fujinon 3x optical zoom lens, F3.7(Wide) - F4.2(Telephoto) มีทางยาวโฟกัสเลนส์ f=6.3 - 18.9 มม. เทียบได้กับ 35 - 105 มม. ในกล้อง 35 มม.
                และ อิมเมจเซ็นเซอร์ที่ใช้เป็นแบบ CCD ขนาด 1/2.3' ความละเอียดสูงถึง 10 ล้านพิกเซล 2 ชุด ซึ่งได้รับการพัฒนาเพื่อการบันทึกภาพแบบ 3D ที่ให้ภาพเป้นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองชุดจะทำงานร่วมกันเมื่อทำการบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวแบบ 3D โดยมีระบบประมวลผล RP (REAL PHOTO) Processor - New REAL PHOTO Processor 3DHD ในการควบคุมการทำงานของเลนส์ อิมเมจเซ็นเซอร์และควบคุมกล้องเพื่อให้ทำงานสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียว
             มีระบบ Parallax Control (3D Tuning Function) ที่จะทำการรวมภาพที่ได้จากชุดเลนส์ทั้งสองให้ภาพแบบ 3D ที่สมบูรณ์มากขึ้น หรือจะเลือกปรับเองเพื่อแก้ไขการเหลื่อมของภาพก็สามารถทำได้และที่สำคัญ กล้องREAL3D W3 นั้นเป็นกล้องถ่ายภาพแบบ 3D และสามารถดูภาพ 3D ได้โดยที่ไม่ต้องใส่แว่นหรืออุปกรณ์ในการดูภาพ 3D เลย เพราะ REAL3D W3 นั้นได้ใช้จอ LCD แบบ 3D ความละเอียดสูง โดยจอ 3D LCD ที่ใช้มีขนาด 3.5' แบบ Wide-Screen มีความละเอียดสูงถึง 1.15 ล้านจุด  และจอที่ใช้นั้นเป็นจอ LCD แบบ Lenticular Lens System ที่ทำให้การมองภาพแบบ 3D จากกล้อง REAL3D W3 นั้นสบายตากว่าในรุ่นก่อนและจอที่ใช้นั้นเป็นจอLCD แบบ Lenticular Lens System ที่ทำให้การมองภาพแบบ 3D จากกล้อง REAL3D W3 นั้นสบายตากว่าในรุ่นก่อนและที่สำคัญระบบจอที่REAL3D W3 ใช้นั้นยังให้ภาพที่ดูคมชัดไม่หลอกตาหรือเกิดอาการภาพเหลื่อมอีกด้วยสามารถที่จะเลือกการถ่ายภาพได้หลากหลายรูปแบบเช่นเดียวกับกล้องถ่ายภาพดิจิตอลในตระกูล FINEPIX โดยสามารถเลือก
             บันทึกภาพได้ทั้งแบบ 3D หรือ แบบ 2D ก็ได้ ด้วยปุ่ม 3D/2Dพร้อมทั้งระบบถ่ายภาพต่างๆมากมายเพื่อเลือกใช้ตามความเหมาะสมและ ที่สำคัญ REAL3D W3 ยังสามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวในระดับ HD แบบ 3D ได้อีกด้วย โดยบันทึกที่ 1280 x 720 พิกเซล ที่ 30fps ได้นานถึง 11 นาทีเศษๆ
ระบบถ่ายภาพในแบบ Advanced ทั้งในรูปแบบ 2D และ 3D
              Advanced 3D เป็นระบบถ่ายภาพที่ออกแบบไว้สำหรับการบันทึกภาพ 3D ที่ระบบ 3D แบบพื้นฐานของกล้องอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการระบบถ่ายภาพแบบ 3D ที่ออกแบบมาเพื่อการบันทึกภาพในแบบ 3D โดยการบันทึกภาพเดียวกันแต่ต่างมุมมองกัน เหมาะอย่างยิ่งในการถ่ายภาพสิ่งของในระยะใกล้ เช่นการถ่ายภาพดอกไม้ เมื่อเราถ่ายภาพที่ 1 แล้วเลื่อนกล้องเพื่อถ่ายภาพที่สองแล้ว กล้องจะทำการรวมภาพและจัดตำแหน่งของภาพที่เหมาะสมเพื่อการดูภาพในมุมมองที่ แตกต่างออกไป
            ระบบถ่ายภาพแบบ 3D ที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพเมื่อผูถ่ายอยู่ในสิ่งที่มีการเคลื่อนที่ เช่น รถยนต์ รถไป หรือเครื่องบิน เป็นต้น โดยเมื่อกดชัตเตอร์เพยงครั้งเดียวกล้องจะทำการถ่ายภาพ 1 และ 2 ในเวลาที่ห่างกันตามที่ได้เลือกไว้ แล้วทำการรวมภาพทั้งสองเข้าด้วยกัน

Advanced 2D Mode ระบบถ่ายภาพแบบ 2D โดยใช้เลนส์ทั้งสองข้างทำงานที่แตกต่างกันในเวลาเดียวกัน

Tele/Wide Simultaneous Shooting กล้องจะทำการถ่ายภาพโดยเลนส์ข้างหนึ่งจะบันทึกภาพด้วยช่วงซูมตามที่ได้เลือกใช้งาน และอีกข้างจะถ่ายภาพโดยใช้ช่วงเลนส์มุมกว้างสุด

2-Color Simultaneous Shooting กล้องจะทำการบันทึกภาพ โดยเลนส์ข้างหนึ่งจะบันทึกในรูปแบบสีหนึ่ง ขณะที่อีกข้างจะบันทึกในอีกรูแบบที่แตกต่างกันไป

2-Sensitivity Simultaneous Shooting กล้องจะทำการบันทึกภาพโดยเลนส์ข้างหนึ่งจะเลือกใช้ค่า ISO ที่ต่ำที่สุด และอีกข้างจะเลือกใช้ค่า ISO สูงที่สุด (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแสง, ในบางสภาพแสงอาจไม่สามารถทำได้) เมื่อบันทึกภาพจึงมีผลต่อความเร็วชัตเตอร์ของภาพ จึงได้ภาพที่แตกต่างกัน
 และ เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์แสดงภาพ 3D ที่กำลังวางตลาดอย่าง LED TV3D และ Projector แบบ 3D กล้อง REAL3D W3 ยังได้ติดตั้งพอร์ท HDMI ในแบบ mini-HDMI ไว้ด้วย
โดยการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ OUTPUT แบบ 3D อื่นๆนั้น เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดสดใส และเพื่อรองรับการส่งข้อมูลจำนวนภาพในแบบ 3D ดังนั้น การเชื่อมต่อกล้อง REAL3D W3 กับอุปกรณ์ 3D ด้วยสาย HDMI จึงแนะนำให้ใช้สาย HDMI แบบ High-Speed (หรือชื่อเดิมคือ Version 1.4)
                หลักการของภาพ 3 มิตินั้นก็คือ หลักการเดียวกับมองภาพของตาคนเรานั่นเองครับ ตาของมนุษย์นั้นจะอยู่ห่างกันประมาณ 5 ซม. ดังนั้นภาพที่ตาข้างซ้าย และตาข้างขวาเห็นนั้น จะเป็นภาพสองภาพที่แตกต่างกันครับ ถ้าไม่เชื่อนะครับ ลองหลับตาซ้ายแล้วมองวัตถุที่อยู่ห่างประมาณหนึ่งช่วงแขนด้วยตาขวา   จากนั้นก็เปลี่ยนมาหลับตาขวา แล้วมองวัตถุเดิมด้วยตาซ้ายสิครับ  เห็นไหมครับว่า สิ่งที่เราเห็นนั้นจะไม่เหมือนกัน  เมื่อทั้งสองภาพนี้ถูกส่งไปยังสมอง สมองจะเป็นผู้ประมวลผล แล้วทำให้เกิดเป็นภาพที่มีสามมิติ มีความตื้นลึกขึ้นครับ

หลักการถ่ายภาพสามมิติ หรือสร้างหนังสามมิตินั้นก็เป็นการยืมหลักการนี้มาใช้ครับ นั่นคือการถ่ายภาพสองภาพพร้อมๆ กันด้วย กล้องสองตัว หรือกล้องตัวเดียวที่มีเลนส์สองเลนส์ จากนั้นจึงเอาภาพทั้งสองไปประมวลผลต่อ  วิธีการประมวลผลหลักๆ ก็มีอยู่สองวิธีครับ คือ Anaglyphs และ Polarized เพื่อให้เราเห็นภาพที่ประมวลผลแล้วเป็นสามมิติ เราต้องการแว่นตาสามมิติที่เหมาะสมกับการประมวลผลแต่ละชนิด

Anaglyphs 3D
                ในการสร้างภาพ Anaglyphs 3D นั้น เค้าเอาภาพสองภาพนั้นมาซ้อนกันครับ ภาพหนึ่งจะมีสีแดง อีกภาพจะมีสีน้ำเงิน เมื่อเรามองผ่านแว่นสามมิติ ตาข้างซ้าย (เลนส์สีแดง) จะเห็นภาพสีน้ำเงิน ส่วนตาข้างขวา (เลนส์สีน้ำเงิน) จะเห็นภาพสีแดง เท่านี้ก็เป็นการฉายภาพสองภาพเข้าตาเราแล้วเห็นไหมครับ ถ้าเรามองภาพสามมิติแบบ Anaglyphs ด้วยตาเปล่า เราจะเห็นภาพไม่ชัดครับ เหมือนกับว่ามัน Blur หรือ Out-of-focus นั่นก็เป็นเพราะจริงๆ แล้วมันเป็นภาพสองภาพที่ซ้อนกันอยู่นั่นเองครับ 
                 วิธี Anaglyphs นั้นมีข้อดีคือ แว่นตาสามมิติที่ใช้นั้นราคาถูกครับ สามารถทำเองที่บ้านก็ได้ และใช้เครื่องฉายเพียงเครื่องเดียวก็พอ และที่สำคัญที่สุด ถ้าเราเอาภาพ Anaglyphs 3D ไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์นะครับ เราจะได้รูปภาพ 3 มิติเลย (Polarized 3D ที่จะกล่าวถึงต่อไป นั้นทำไม่ได้นะครับ) แต่ข้อเสียก็คือ สีของภาพที่เราเห็นนั้นจะเพี้ยนๆ ไม่สวยเหมือนกับภาพสองมิติทั่วไปครับ นั่นเป็นเพราะภาพที่ตาแต่ละข้างของเราเห็นนั้นขาดสีไปหนึ่งสีครับ (สมองจะเป็นผู้ชดเชยสีที่ขาดไปให้)  ลองดูภาพที่ผมนำมาให้ดูเป็นตัวอย่างข้างล่าง แล้วจะเห็นได้ชัดเจน ถึงคุณภาพที่ลดลงของภาพนะครับ นอกจากนั้นผมยังรู้สึกว่าเมื่อมองภาพแบบนี้นานๆ แล้วผมจะรู้สึกปวดตาด้วยครับ เดี๋ยวเราจะพูดถึงวิธีการสร้างภาพ Anaglyphs 3D แล้วจะเข้าใจครับว่าสีนั้นขาดไปได้ยังไง
2) Polarized 3D
            ระบบ 3 มิติแบบ Polarized 3D นั้นยืมหลักการของ Linear Polarized Filter มาใช้ครับ วิธีการนี้เค้าจะใช้ Projector สองตัวในการฉายภาพ และภาพที่ Projector แต่ละตัวฉายนั้นมีมุม Polarized ต่างกันอยู่ 90 องศา ซึ่งทำได้โดยการเอา Linear Polarizer ไปปิดไว้หน้า Projector แต่ละตัวนั่นเอง ส่วนแว่นตาสามมิติที่ใช้นั้น เลนส์แต่ละข้างก็คือฟิลม์ Polarized ซึ่งมุม Polarized ของแต่ละข้างต่างกันอยู่ 90 องศาครับ
           ข้อดีของวิธี Polarized 3D ก็คือสีของภาพที่ได้จะครบถ้วน คุณภาพของภาพจึงดีกว่าระบบ Anaglyphs ระบบนี้จึงเป็นระบบที่ Disney World, Universal Studio ใช้ ข้อเสียของวิธีนี้ก็คือค่าใช้จ่ายจะสูงกว่า เพราะต้องใช้ Projector สองตัวในการฉาย และแว่นตา Polarized นั้นราคาแพง และทำยากว่าแว่นตา Anaglyphs 
การถ่ายภาพเพื่อสร้างภาพสามมิติ
                จริงๆ แล้วการถ่ายภาพสามมิติแบบนี้ หรือที่รู้จักกันว่า Stereo Photography นั้นมีมาตั้งแต่ยุค 50 ซึ่งเป็นยุคของการถ่ายรูปด้วยฟิลม์แล้วนะครับ ซึ่งสมัยนั้นเค้ามีกล้องพิเศษ เรียกว่า Stereo Camera ครับ กล้องประเภทนี้จะมีเลนส์สองเลนส์ ว่างห่างกันเป็นระยะใกล้เคียงกับระยะห่างระหว่างตาของเราครับ กล้องประเภทนี้ยังมีขายบน ebay ราคาไม่ถึง $100 ครับ
                พอมาถึงยุคของดิจิตอล เราสามารถจะใช้กล้องดิจิตอลเพียงตัวเดียว แล้วถ่ายภาพสองครั้ง หรืออาจจะใช้กล้องสองตัววางห่างกันประมาณ 4 นิ้ว แล้วถ่ายภาพสองภาพพร้อมกัน จากนั้นจึงนำภาพที่ได้ไปประมวลผลบนคอมพิวเตอร์อีกทีครับ เพื่ออำนวยความสะดวกในการถ่ายภาพ 3 มิติ มีผู้ประดิษฐ์อุปกรณ์เสริมขึ้นมาอย่างเช่นบริษัท 
pokescope.com
                และภาพข้างล่างนี่คือกล้อง 3D ที่ James Cameron ใช้ถ่ายหนังนะครับ มันคือกล้องที่มีเลนส์สองตัว และมุมของเลนส์จะปรับไปตามระยะโฟกัส เหมือนกับตาของคนเราเลยครับ นั่นคือถ้าระยะโฟกัสสั้น เลนส์ทั้งคู่ก็จะหุบเข้าหากัน แต่ถ้าระยะโฟกัสไกล เลนส์ทั้งคู่ก็จะขนานกัน ถึงแม้มันจะดูน่ากลัว ดูไฮเทคกว่ากล้องสองประเภทที่ผมโชว์ด้านบน แต่จริงๆ แล้วมันก็ใช้หลักการเดียวกับที่ผมได้เล่าให้ฟังแล้วนั่นแหละครับ คือการถ่ายภาพสองภาพ ผ่านเลนส์สองตัว แล้วเอาภาพทั้งสองมาฉายซ้อนกัน แต่กล้องตัวนี้ใช้วิธี Polarized เพื่อให้ได้คุณภาพสีที่ดีกว่า กล้องแบบนี้ เขาเอามาใช้ในการถ่ายทอดสดอเมริกันฟุตบอลแล้ว

 

 

นางสาวปริยาภรณ์  บุญฮอง  รหัส 54114772 
สำนักสารสนเทศศาสตร์ หลักสูตรนิเทศศาสตร์

ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :